แหวนรองสกรูทำหน้าที่กระจายแรงกดของหัวสกรูหรือน็อตให้ทั่วพื้นผิวชิ้นงาน ลดความเสี่ยงของการบุบหรือรอยแตกที่เกิดจากแรงโฟกัสเฉพาะจุด ในงานที่ต้องการความแม่นยำสูง การเลือกขนาดและรูปทรงของแหวนรองจึงมีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของข้อต่อ
วัสดุที่ใช้ผลิตแหวนรองมีตั้งแต่เหล็กคาร์บอนธรรมดาไปจนถึงโลหะผสมพิเศษ แต่ละชนิดให้ค่าความแข็งแรงดึง ความต้านทานการกัดกร่อน และอุณหภูมิใช้งานที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น สเตนเลสสตีลเกรด 316 มีค่าความต้านทานการกัดกร่อนในสภาพคลอไรด์สูงกว่าเหล็กคาร์บอนประมาณ 5 เท่า ในขณะที่โลหะผสมไทเทเนียมให้อัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักที่เหนือกว่าเหล็กทั่วไปประมาณ 40%
การปรับแต่งแหวนรองสามารถทำได้ในหลายมิติ ได้แก่ เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน (ID) ที่ตรงกับเกลียวสกรู เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก (OD) ที่กำหนดพื้นที่กระจายแรง ความหนาที่ส่งผลต่อการยืดหยุ่นและแรงสปริง และรูปทรงหน้าตัดเช่นแบนเรียบหรือมีขอบโค้ง นอกจากนี้ยังสามารถเติมผิวเคลือบเช่นซิงค์เคลือบหรือฟอสเฟตเพื่อเพิ่มค่าความต้านทานการสึกหรอในสภาวะเฉพาะได้
| วัสดุ | มาตรฐานอ้างอิง | ความต้านทานการกัดกร่อนทั่วไป | อุณหภูมิใช้งานสูงสุด (°C) |
|---|---|---|---|
| เหล็กคาร์บอนเกรด 1010 | ASTM A29 | ต่ำ – ต้องการการเคลือบป้องกัน | ≤ 250 |
| สเตนเลสสตีลเกรด 304 | ASTM A240 | ปานกลาง – ทนต่อบรรยากาศทั่วไป | ≤ 400 |
| สเตนเลสสตีลเกรด 316 | ASTM A240 | สูง – ทนต่อคลอไรด์และสารเคมี | ≤ 450 |
| โลหะผสมไทเทเนียม Ti‑6Al‑4V | ASTM B265 | สูงมาก – ทนต่อสภาพกรดและด่าง | ≤ 600 |
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ แหวนรองสกรูใช้เพื่อป้องกันการเสียรูปของฝากระโปรงและแผงตัวถังเมื่อต้องรับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ โดยการเลือกความหนาและ OD ที่เหมาะสมช่วยลดแรงกดจุดที่อาจทำให้สีแตกร้าวได้
งานเครื่องจักรหนัก เช่นเครื่องอัดไฮดรอลิก ต้องการแหวนรองที่สามารถคงรูปภายใต้แรงโหลดคงที่หลายตัน โดยทั่วไปใช้วัสดุเหล็กอัลลอยด์ที่ผ่านกระบวนการอบอ่อนเพื่อให้ค่าความแข็งแรงดึงเกิน 800 MPa พร้อมความหนาที่เพิ่มขึ้นเพื่อกระจายแรงให้ทั่วพื้นผิวสัมผัส
ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ซึ่งสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่มีไฮโดรเจนซัลไฟด์และคลอไรด์สูง แหวนรองสเตนเลสสตีลเกรด 316 หรือโลหะผสมนิกเกิลมักถูกกำหนดให้ใช้ร่วมกับสกรูที่มีการเคลือบป้องกันการกัดกร่อน เพื่อลดความเสี่ยงของการรั่วซึมที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวของท่อส่ง
การตรวจสอบมิติเริ่มต้นด้วยการวัด ID, OD และความหนาด้วยไมโครมิเตอร์ดิจิทัลที่มีความละเอียด 0.001 mm ค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ถูกกำหนดตามมาตรฐาน ISO 2768 ระดับ m สำหรับงานทั่วไป และระดับ f สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง
การทดสอบความแข็งแรงทำโดยใช้เครื่องวัดความแข็งแบบ Rockwell หรือ Vickers ขึ้นอยู่กับวัสดุ ตัวอย่างเช่น สเตนเลสสตีลเกรด 304 ควรมีค่า HRB ระหว่าง 70‑90 เพื่อให้มั่นใจว่ามีความยืดหยุ่นเพียงพอในการคืนตัวหลังการโหลด
การตรวจสอบผิวทำด้วยเครื่องวัดความหยาบ (profilometer) เพื่อให้ค่า Ra ไม่เกิน 0.8 μm สำหรับงานที่ต้องการการสัมผัสกับของเหลว ซึ่งช่วยลดการกักเก็บอนุภาคและเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาด
เพื่อป้องกันการกระแทกและการกัดกร่อนระหว่างขนส่ง แหวนรองจะถูกวางในถุงพลาสติกPE ที่มีสารดูดความชื้น จากนั้นจัดเรียงในกล่องลูกฟูกชั้นเดียวหรือสองชั้นตามน้ำหนักรวมของล็อต
สำหรับการส่งออกไปยังภูมิภาคที่มีความชื้นสูง เราใช้กล่องกันความชื้นที่มีชั้นฟอยล์อลูมิเนียมด้านใน และเพิ่มการห่อฟิล์มยืดรอบพาเลทเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะถึงมือลูกค้าโดยไม่มีรอยขีดข่วนหรือคราบสนิม
การระบุข้อมูลบนฉลากประกอบด้วยรหัสวัสดุ ขนาด ID×OD×ความหนา มาตรฐานอ้างอิง และหมายเลขล็อตเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายเมื่อต้องการตรวจสอบคุณภาพในอนาคต
หากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกวัสดุ กำหนดขนาดทนต่อแรงโหลด หรือขอรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ โปรดติดต่อทีมวิศวกรของเราผ่านแบบฟอร์มด้านล่าง
ส่งคำขอข้อมูลหรือขอใบเสนอราคา