แหวนรองเรียบทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างหัวสกรูและพื้นผิวชิ้นงาน เพื่อกระจายแรงกดที่จุดสัมผัส ลดความเค้นเฉพาะจุดและป้องกันไม่ให้ผิววัสดุยุบตัวหรือเป็นรอยเมื่อขันสกรูแน่น
สเตนเลสเกรด 304 ประกอบด้วยโครเมียมประมาณ 18% และนิกเกิล 8% ซึ่งให้ความต้านทานการกัดกร่อนในสภาวะบรรยากาศและสารละลายกรดอ่อนได้ดี ทนต่อการออกซิเดชันที่อุณหภูมิสูงสุดถึง 870°C ในระยะสั้น และยังคงความแข็งแรงเชิงกลที่ดีแม้ในสภาพเย็นจัด
ขั้นตอนการผลิตเริ่มจากการตัดแผ่นสเตนเลส 304 เป็นวงกลมขนาดเหมาะสมด้วยเครื่องปั๊ม (blanking) ตามด้วยการขึ้นรูปให้เรียบผ่านแม่พิมพ์ขึ้นรูป (stamping) เพื่อได้ความหนาและเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกที่ต้องการ หลังจากขึ้นรูปแล้วชิ้นงานจะเข้าสู่กระบวนการอบอ่อน (annealing) ที่อุณหภูมิประมาณ 1040°C เพื่อคลายความเค้นภายในและเพิ่มความยืดหยุ่น ก่อนจะทำการชุบผิวด้วยกรดไนตริกเพื่อสร้างชั้นพาสซีฟีตที่ป้องกันการกัดกร่อนต่อไป
แหวนรองเรียบสแตนเลส 304 ที่ผลิตตามมาตรฐานสากลมักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายในที่สอดคล้องกับเกลียวสกรูตั้งแต่ M3 จนถึง M24 เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกโดยทั่วไปอยู่ในช่วง 2 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางภายในบวกกับค่าคงที่ตามมาตรฐาน เช่น สำหรับ M8 จะมี OD ประมาณ 16 mm ความหนาตั้งแต่ 0.8 mm ถึง 3.0 mm ขึ้นอยู่กับเกรดและการใช้งาน ทั้งนี้ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้มักอยู่ในช่วง ±0.1 mm สำหรับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและ ±0.05 mm สำหรับความหนา
ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แหวนรองเรียบสเตนเลส 304 เหมาะสมเนื่องจากไม่เกิดปฏิกิริยากับสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาดและไม่ปล่อยอนุภาคโลหะที่อาจปนเปื้อนผลิตภัณฑ์ ในงานทางทะเล เช่น การติดตั้งราวบันไดบนเรือหรืออุปกรณ์บนท่าเรือ วัสดุชนิดนี้ทนต่อการกัดกร่อนจากน้ำเกลือและสภาวะความชื้นสูงได้ดี โรงงานเคมีมักเลือกใช้เมื่อต้องการความทนทานต่อกรดซัลฟิวริกเจือจางและด่างในขณะที่ยังคงความแข็งแรงภายใต้อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงบ่อย
การตรวจสอบคุณภาพเริ่มด้วยการวัดขนาดด้วยคาลิปเปอร์ดิจิตอลและไมโครมิเตอร์เพื่อยืนยันว่าเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน ภายนอก และความหนาอยู่within tolerance ที่กำหนด ตามด้วยการทดสอบวัสดุด้วยเครื่อง PMI เพื่อยืนยันองค์ประกอบทางเคมีว่าตรงตามเกรด 304 หรือไม่ สุดท้ายการตรวจสอบผิวสัมผัสด้วยเครื่องวัดความหยาบ (roughness tester) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีครีบหรือรอยขีดข่วนที่อาจก่อให้เกิดการกัดกร่อนในจุดเริ่มต้น
นอกเหนือจากขนาดมาตรฐานแล้วผู้ผลิตสามารถปรับแต่งเส้นผ่านศูนย์กลางภายในและภายนอกตามแบบร่างของลูกค้า เปลี่ยนความหนาให้เหมาะสมกับภาระรับน้ำหนักเฉพาะเจาะจง หรือเพิ่มกระบวนการขัดผิวแบบ electropolishing เพื่อลดความหยาบให้ต่ำกว่า 0.2 μm หากต้องการการป้องกันการยึดเกาะของสารเคมีสามารถเคลือบผิวด้วย PTFE ได้ เช่นเดียวกับการแกะสลักเลเซอร์เพื่อระบุหมายเลขชุดหรือโลโก้ของลูกค้าเพื่อการติดตามย้อนกลับ
บรรจุภัณฑ์มักใช้ถุงโพลีเอธิลีนภายในเพื่อป้องกันความชื้น แล้ววางลงในกล่องลูกฟูกที่มีการแบ่งช่องเป็นชั้นๆ เพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างการขนส่ง สำหรับการส่งออกทางเรือจะวางบนพาเลทไม้ที่มีการยึดด้วยสายรัดพลาสติกและใส่สารดูดความชื้น (silica gel) เพื่อควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ภายในกล่อง ฉลากบนกล่องแสดงหมายเลขชิ้นส่วน เกรดวัสดุ จำนวนชิ้น และวันผลิตเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บและตรวจสอบ
| ขนาดเกลียว (Nominal Size) | เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน (ID, mm) | เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก (OD, mm) | ความหนา (Thickness, mm) |
|---|---|---|---|
| M3 | 3.2 | 7.0 | 0.5 |
| M4 | 4.3 | 9.0 | 0.5 |
| M5 | 5.3 | 10.0 | 0.5 |
| M6 | 6.4 | 12.5 | 0.8 |
| M8 | 8.4 | 16.0 | 0.8 |
| M10 | 10.5 | 20.0 | 1.0 |
| M12 | 13.0 | 24.0 | 1.2 |
| M16 | 17.0 | 30.0 | 1.6 |
| M20 | 21.0 | 36.0 | 1.6 |
| M24 | 25.0 | 44.0 | 2.0 |
ได้ สามารถกำหนด ID, OD และความหนาตามแบบร่าง 2D หรือ 3D ที่ให้มา โดยอาจต้องมีการขึ้นแม่พิมพ์ใหม่หากปริมาณสั่งผลิตสูง
ต้องแจ้งขนาดที่ต้องการ (เกลียวหรือ ID/OD ความหนา) จำนวนชิ้น มาตรฐานที่อ้างอิง (ถ้ามี) และเงื่อนไขการส่งมอบ เช่น วันที่ต้องการรับสินค้า
นอกจาก 304 ยังมี 316L สำหรับสภาวะที่มีคลอไรด์สูง และ 410 สำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงสูงแต่การกัดกร่อนต่ำกว่า
ตรวจสอบขนาดด้วยเครื่องวัดเชิงมิติ ตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีด้วย PMI ตรวจสอบผิวด้วยการมองเห็นและเครื่องวัดความหยาบ รวมถึงการทดสอบแรงดึงตัวอย่างเมื่อลูกค้าร้องขอ
สำหรับออเดอร์มาตรฐานที่ไม่ต้องทำแม่พิมพ์ใหม่ ระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังจากยืนยันแบบและจำนวน หากต้องทำแม่พิมพ์ใหม่จะเพิ่มอีก 1-2 สัปดาห์